ภูมิศาสตร์

 

สภาพทางภูมิศาสตร์และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของแอ่งสกลนคร
 
1. สภาพทางภูมิศาสตร์ของแอ่งสกลนคร
         1.1    สภาพทั่วไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ภาคอีสาน” มีเนื้อที่ประมาณ 168,854 ตารางกิโลเมตร เท่ากับร้อยละ 32.91  หรือประมาณ 1 ใน 3 ของเนื้อที่ประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศไทย
                   พื้นที่ภาคอีสานประกอบด้วย 19 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ นครพนม นครราชสีมา หนองคาย อุดรธานี ยโสธร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มุกดาหาร อุบลราชธานี สุรินทร์ เลย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และสกลนคร 
                   ภูมิประเทศโดยทั่วไปของภาคอีสานเป็นแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ มีทิวเขากั้นเป็นขอบสูงชันทางทิศตะวันตกและทิศใต้ แล้วตะแคงลาดไปทางทิศตะวันออกลงสู่แม่น้ำโขง การมีทิวเขาเป็นขอบสูงทางทิศตะวันตกและทิศใต้นี้เอง ทำให้คนเรียกชื่อภูมิประเทศของภาคอีสานว่า “ที่ราบสูงโคราช” (Khorat Plateau)
                   แนวทิวเขาทางด้านตะวันตกของภาคอีสาน ประกอบด้วยทิวเขาเพชรบูรณ์และทิวเขาดงพญาเย็น ส่วนแนวทิวเขาด้านใต้ประกอบด้วยทิวเขาสันกำแพงและทิวเขาพนมดงรัก นอกจากี้ยังมี “ทิวเขาภูพาน” ซึ่งเป็นทิวเขาเตี้ยๆ ทอดผ่านทางตอนในของภาคตามแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ทิวเขาภูพานแบ่งภาคอีสานออกเป็น 2 ส่วน คือ “แอ่งสกลนคร” (Sakon Nakhon Basin) อยู่ทางตอนเหนือ และ “แอ่งโคราช” (Khorat Basin) อู่ทางตอนใต้ 
                   บริเวณแอ่งสกลนคร เป็นบริเวณที่ราบอยู่ระกว่างทางด้านเหนือของเทือกเขาภูพานกับแม่น้ำโขง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “อีสานเหนือ” ลำน้ำส่วนใหญ่ไหลจากเขตที่สูงของทิวเขาภูพานไปยังด้านทิศเหนือ               และด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือแล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขง เช่น ลำน้ำโมง ลำน้ำห้วยหลง ลำน้ำก่ำ ลำน้ำพุง ลำน้ำเลย ลำน้ำเหือง ฯลฯ ลำน้ำสำคัญของแอ่งกลนครคือ “ลำน้ำสงคราม”
                   ส่วนบริเวณแอ่งโคราช เป็นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี อยู่ทางทิศใต้ของเทือกเขาภูพานเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “อีสานใต้” มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าพื้นที่แอ่งสกลนครครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด นับว่าเป็นที่ราบที่มีพื้นที่กว้างขวางมากที่สุดของประเทศไทย มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 120-170 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลำน้ำสำคัญของแอ่งโคราช คือ “ลำน้ำชี” และ “ลำน้ำมูล”
                   สภาพทางธรณีของภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินทราย ส่งผลให้สภาพภูมิประเทศ และธรรมชาติมีความแปลกตาไปจากภูมิภาคอื่นของประเทศ โดยเฉพาะลักษณะภูเขาหินทรายยอดตัดที่เรียกว่า “ภู” ได้แก่ ภูกระดึง ภูหลวง ภูเรือ และภูเพ็ก เป็นต้น
                   จากที่ยอดเขาที่มีที่ราบกว้างใหญ่อยู่ด้านบน ขณะบริเวณที่อยู่ที่ต่ำลงมาเป็นที่ราบลูกคลื่น (Rolling Plain) และมีที่ราบที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่รอบๆ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งเป็นที่ราบต่ำบริเวณก้นแอ่งโคราช    รวมทั้งบริเวณที่ราบรอบๆ หนองหาน จังหวัดสกลนครที่เป็นบริเวณที่ราบต่ำบริเวณก้นแอ่งสกลนคร บริเวณที่ราบเหล่านี้จะเป็นท้องนา ทุ่งข้าว และพื้นที่เกษตรกรรม 
                   จากลักษณะสภาพทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา ยังพบว่า ภาคอีสานเป็นดินแดน ดึกดำบรรพ์  มีอายุราว 200 ล้านปีมาแล้ว พื้นที่ภาคอีสานกว้างใหญ่ อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลจากเทือกเขา รวมทั้งมีหนอง บึง และทะเลสาปน้ำจืด อากาศร้อนชั้น ฝนตกชุก มีป่าไม้หนาทึบ และในแหล่งน้ำเหล่านั้นปรากฏมีพืชน้ำหลายหลากชนิด 
                   สภาพแวดล้อมเช่นนี้เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เรียกว่า “ไดโนเสาร์” มีหลักฐานอยู่ในชั้นหินทรายหลายแห่งในภาคอีสาน มีทั้งซากฟอสซิล และรอยเท้าไดโนเสาร์ที่มีทั้งไดโนเสาร์กินพืช และกินเนื้อหลายชนิด เช่น ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์
                   ทำให้ทราบว่าดินแดนภาคอีสานของประเทศไทยแห่งนี้ในช่วง 254-65 ล้านปีที่ผ่านมา เคยเป็นที่ราบลุ่ม และทะเลสาปน้ำจืด ซึ่งเป็นที่อยู่ของไดโนเสาร์ สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ และที่สำคัญของภาคอีสานในอดีตอีกประการหนึ่งคือ เคยเป็นดินแดนที่ได้รับอิทธิพลสมัยขอมมาก่อน ดังปรากฏปราสาทหิน ขนาดใหญ่น้อยที่มีความสวยงามมากมายหลายแห่ง เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินนารายเจงเวง จังหวัดสกลนคร
                   ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานพบว่า คนอีสานพวกแรกมีชีวิตร่อนเร่ อยู่ในดินแดนอีสานมานานกว่า 5,000 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นยังพบหลักฐานทางโบราณคดีที่ยืนยันว่า คนพวกนี้ปลูกเรือนอยู่เป็นที่ รู้จักการปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ รู้จักทำภาชนะดินเผา และรู้จักทำสำริดเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ฯลฯ โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
                   จากสภาพทั่วไป และสภาพทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวเห็นได้ว่า ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากมีขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรมีขนาดใหญ่ 1 ใน 3   ของประเทศแล้ว ภาคอีสานยังมีลักษณะภูมิสัณฐานที่มีความแปลกตาไปจากภูมิภาคอื่น มีทิวเขาหินทรายที่มีลักษณะเป็นภูเขายอดตัด มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่   ที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ภาคอีสานยังเป็นแหล่งสำคัญทางธรณีวิทยา พบฟอสซิลไดโนเสาร์หลายชนิด เละเป็นแหล่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกด้วย
 
         1.2    ที่ตั้ง ขนาด  และรูปร่างของแอ่งสกลนคร
                   แอ่งสกลนคร (Sakon NaKhon Basin) หรืออีสานเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างทางด้านเหนือของเทือกเขาภูพานกับแม่น้ำโขง มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 140 – 180 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีขนาดของพื้นที่ประมาณ 56,609.05 ตารางกิโลเมตร หรือ 1 ใน 4 ของภาคอีสาน ประกอบด้วย 7 จังหวัด คือ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย อุดรธานี เลย และหนองบัวลำภู 
                แอ่งสกลนครมีรูปร่างทอดตัวยาวไปตามพื้นที่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
                   ทิศเหนือ             ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีน้ำโขงเป็นแนวพรมแดนในเขตจังหวัดเลย และหนองคาย
                   ทิศใต้                  ติดต่อกับทิวเขาภูพานจากอำเภอตอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จนถึงอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู
                   ทิศตะวันออก    ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีน้ำโขงเป็นแนวพรมแดนในเขตจังหวัดนครพนม และมุกดาหาร
                   ทิศตะวันตก     ติดต่อกับทิวเขาเพชรบูรณ์ 1 ในเขตอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
 
         1.3  ลักษณะภูมิประเทศของแอ่งสกลนคร
                   ภูมิประเทศทั่วไปของแอ่งสกลนคร มีทั้งบริเวณเป็นเทือกเขา ลุ่มแม่น้ำ และบริเวณที่ราบ สามารถจำแนกออกเป็น 4 เขต ใหญ่ คือ เขตเทือกเขาภูพาน เขตหนองหาและลุ่มน้ำสาขา เขตลุ่มแม่น้ำสงคราม และขา และเขตชายขอบลุ่มแม่น้ำโขง มีรายละเอียดดังนี้
                   1) เขตเทือกเขาภูพาน
                         เทือกเขาภูพาน เป็นเทือกเขาหินทรายเตี้ยๆ แยกออกจากกันเป็นตอนๆ ไม่ต่อเนื่องเป็นพืดเดียวกัน เกิดจากการบีบรัด และโก่งตังของเปลือกโลกนูนขึ้นเป็นสันหลายแนวกันแอ่งสกลนคร                          ทางทิศเหนือออกจากแอ่งโคราชทางทิศใต้
                         เทือกเขาภูพานเริ่มจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเขตอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็นแนวโค้งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านเขตจังหวัดนครพนม สกลนคร อุดรธานี และสิ้นสุดที่อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู มีระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 400 กิโลเมตร ความสูงโดยเฉลี่ยของเทือกเขาภูพานประมาณ 300 – 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีบริเวณหลายตอนที่มีลักษณะเป็นเขาโดดๆ หรือเนินเขาย่อมๆ ตั้งอยู่บนที่ราบ สันเขาภูพานแบ่งลำน้ำสาขาลงสู่แม่น้ำชีทางทิศใต้ และไหลลงสู่แม่น้ำโขงกับหนองหาร จังหวัดสกลนคร ในทางทิศเหนือ เขตเทือกเขาภูพานมีความสำคัญทางทรัพยากรป่าไม้เป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นเทือกเขาหนึ่งที่ยังสภาพความหลากหลายของพันธุ์ไม้ในประเทศ
                   2) เขตหนองหาน และลุ่มน้ำสาขา
                         หนองหานในเขตพื้นที่แอ่งสกลนครมีอยู่ 2 แห่ง คือ “หนองหาน” อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร หรือในอดีตเรียกกันว่า “หนองหานหลวง” ส่วนหนองหานอีกแห่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก     ของหนองหานหลวง คือบริเวณหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี หรือเรียกกันในอดีตว่า “หนองหานน้อย” 
                         หนองหานจังหวัดสกลนครเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำตลอดปี และบริเวณที่ตั้งหนองหานเป็นจุดต่ำสุด หรือเรียกกันว่า “บริเวณก้นแอ่งสกลนคร” มีเนื้อที่ประมาณ 123 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 77,014 ไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 157.50 เมตร มีความลึกเฉลี่ย 2.50 เมตร มีลำน้ำไหลลงสู่หนองหานประมาณ 14 สาย โดยมี “ลำน้ำพุง” เป็นลำน้ำสายหลักไหลลงสู่หนองหาน 
                          ลำน้ำพุง มีต้นน้ำเกิดในเขตเทือกเขาภูพาน มีสภาพลาดชันในช่วงต้นน้ำ ไหลผ่านอำเภอภูพาน อำเภอเต่างอย อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีความยาวประมาณ 90 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมี “ลำน้ำก่ำ” เป็นลำน้ำสายเล็กที่มีต้นกำเนิดจากหนองหานไหลไปทางทิศตะวันออก ผ่านอำเภอโพนนาแก้ว อำเภอเมือง อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ผ่านเข้าสู่อำเภอนาแก และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 80 กิโลเมตร
                          เขตหนองหานและลุ่มน้ำสาขามีความสำคัญทางการเกษตรเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริเวณรอบๆหนองหาน มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบต่ำเหมาะแก่การเพาะปลูก นอกจากนี้หนองหานยังมีปริมาณ                 น้ำท่วมขังตลอดปี จึงเป็นแหล่งอาหารของชุมชนในเขตนี้เป็นอย่างดี
                   3) เขตลุ่มแม่น้ำสงครามและสาขา
                         แม่น้ำสงครามเป็นลำน้ำสายสำคัญของแอ่งสกลนคร มีขนาดใหญ่รองลงมาจากลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีในแอ่งโคราช พื้นที่ของลุ่มแม่น้ำสงครามมีประมาณ 12,700 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม               หลายอำเภอในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย สกลนคร และนครพนม ต้นน้ำสงครามเกิดจากภูผาหัก และภูผาเหล็ก ในเขตอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร กับเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300 เมตร
                         แม่น้ำสงครามไหลผ่านพื้นที่บางส่วนในเขตจังหวัดสกลนคร อุดรธานี แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่ปากน้ำไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 420 กิโลเมตร  ลุ่มแม่น้ำสงครามมีความสำคัญอย่างมากทางด้านการเกษตร การคมนาคม และการประมง โดยเฉพาะการประมงในเขตลุ่มแม่น้ำสงครามตอนล่างที่มีลักษณะภูมิสัณฐานลาดเทต่ำ เมื่อถึงฤดูฝนน้ำหลาก พื้นที่ “ป่าบุ่งป่าทาม” จะถูกท่วมกลายเป็นทะลเสาปน้ำจืดขนาดใหญ่ ทำให้ปลานานาชนิดจากแม่น้ำโขงลอยขึ้นมาวางไข่ และเจริญพันธุ์ในเขตนี้ จึงทำให้หลายชุมชนในลุ่มน้ำสงครามตอนล่างยังชีพด้วยการจับปลา จนกลายเป็น “วัฒนธรรมปลาแดก” ที่สร้างความมั่นคงให้ชุมชนมานานนับร้อยปี แม่น้ำสงครามยังมีสาขาที่เป็นลำน้ำสายเล็กๆ แต่มีความสำคัญหลายสาย ได้แก่ ลำน้ำอูน และลำน้ำยาม เป็นต้น
                   4) เขตชายขอบลุ่มแม่น้ำโขง
                         เขตชายขอบลุ่มแม่น้ำโขง เริ่มจากทิวเขาเพชรบูรณ์ 1 ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ในเขตอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เทือกเขานี้มีส่วนประกอบทางธรณีวิทยาแบบผสม เพราะนอกจาก มีหินปูน หินดินดาน หินทราย หินกรวด และเศษหินภูเขาไฟแล้ว ยังพบหินอัคนีชนิดต่างๆ ปรากฏเป็นแห่งๆ
                         เทือกเขาเพชรบูรณ์ 1 เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเหือง ไหลผ่านอำเภอด่านซ้าย อำเภอท่าลี่ แล้วไหลบรรจบกับแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จากนั้นแม่น้ำโขงก็ไหลเป็นแนวพรมแดนระหว่างไทยกับลาว มีลักษณะทอดตัวไปตามร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขงผ่านพื้นที่จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย  จังหวัดนครพนม จนถึงอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร รวมระยะพรมแดนชายขอบลุ่มแม่น้ำโขงในพื้นที่แอ่งสกลนครประมาณ 500 กิโลเมตร นอกจากลำน้ำเหืองที่ไหลลงแม่น้ำโขงเขตชายขอบลุ่มแม่น้ำโขงยังมีลำน้ำสาขาอีกหลายสาย เช่น ลำน้ำเลย ล้ำห้วยน้ำสวย ลำห้วยหลวง ลำน้ำสงคราม ลำน้ำก่ำ ลำห้วยชะโนด และลำห้วยมุก เป็นต้น 
                         จากลักษณะภูมิประเทศของแอ่งสกลนครดังกล่าว พบว่าภูมิประเทศเป็นทิวเขาภูพานทางด้านทิศใต้ จากนั้นจึงเป็นเขตที่ลุ่มในหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี และหนองหาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
                         ลำน้ำสายสำคัญของแอ่งสกลนคร คือ แม่น้ำสงคราม ซึ่งมีต้นน้ำอยู่เขตเทือกเขาภูพานไหลผ่านจังหวัดสกลนคร อุดรธานี หนองคาย ทางด้านเหนือแล้วไหลวกออกแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกในเขตพื้นที่จังหวัดนครพนม นอกจากนี้ลักษณะภูมิประเทศแอ่งสกลนครยังมีแม่น้ำโขงเป็นขอบทางทิศเหนือ จากอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ผ่านจังหวัดหนองคาย นครพนม จนถึงอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร นับได้ว่าลักษณะภูมิประเทศของแอ่งสกลนครมีลักษณะหลากหลายและเหมาะสมแก่การ ตั้งหลักแหล่งของชุมชนเป็นอันมาก
 

 


วันที่ : 20 ต.ค. 2552
ที่มา :
อ่าน : 23474


เว็บไซต์รายวิชาวัฒนธรรมแอ่งสกลนคร
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร